Showing posts with label ข้อคิดสะกิดใจ. Show all posts
Showing posts with label ข้อคิดสะกิดใจ. Show all posts

ทุก ๆ 10 ปี กับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต โดย เพจ พศิน อินทวงค์

ที่มา https://today.line.me/th/pc/article/



ทุก ๆ 10 ปี กับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต
พศิน อินทรวงค์
1. 1-10 ปีแรก
ใช้ไปกับการเรียนรู้ เราหัดยืน เดิน นั่ง เรียนรู้การกิน นอน พูดคุย ยังมิรู้จักความปรารถนาของตน ใช้ชีวิตไปกับความสัมพันธ์บริสุทธิ์ เพื่อนคือเพื่อน ไม่มีเพื่อนรวยหรือเพื่อนจน พ่อแม่คือผู้รอบรู้ มิค้นพบใครรอบรู้ไปกว่าพ่อแม่ของตัว เรารู้จักว่า เราชอบกินอะไร ชอบสีอะไร รู้จักความชอบพื้นฐานของตน อันเป็นความชื่นชอบที่บ่มเพาะรสนิยมในเวลาต่อมา เราศึกษาเล่าเรียน แต่มิได้มีจุดหมายปลายทางชีวิต เรามิคิดถึงอดีต เรามิหวาดกลัวอนาคต คำว่า “เล่น” ดูเหมือนจะเป็นรากฐานของการทำทุกสิ่งทุกอย่าง เดินเล่น เล่นบอล คุยเล่น ไปเที่ยวเล่น ความทุกข์ไม่มากมายนัก จำง่าย ลืมง่าย ตื่นเต้นกับทุกสิ่งทุกอย่าง 10 ปีแรก คือช่วงเวลาอันงดงามและบริสุทธิ์ หากผู้ใดได้รับความรัก ความเข้าใจพอเพียง ย่อมเปิดหนทางง่ายต่อชีวิตเปี่ยมล้นความหมาย มีกำลังใจพร้อมเผชิญทุกสิ่ง
2. 11-20 ปี
จากเด็กน้อย เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เป็นวัยรุ่นเริ่มต้น ค้นพบว่า ตัวตนเป็นอย่างไรตามสมควร เริ่มมีความรัก ความชอบ ความโกรธ และความเกลียด ตกผลึกแห่งอารมณ์รุนแรงขึ้น มีความต้องการสืบพันธุ์ตามสัญชาติญาณการอยู่รอด เห็นความงดงาม หอมหวานของเนื้อหนังมังสา มีความร่ำรวย มีความยากจน มีชนชั้นวรรณะ ยศ สรรเสริญ ยิ่งใหญ่ รู้จักปรับตัวเรียงร้อยตนเองไว้กับสังคมส่วนใหญ่ มีความกล้า มีความอาย ใฝ่หาความเป็นตัวของตัวเอง ใฝ่หาความยอมรับจากผู้อื่น เป็นวัยแห่งความขัดแย้งในตน เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านอันตราย หนึ่ง มองหาความต้องการภายนอก สอง ไม่รู้ความต้องการภายใน สาม อ่อนด้อยประสบการณ์ตามความเป็นจริง ทว่า เป็นช่วงเวลาแห่งความฝันงดงาม งามทั้งความฝัน งามทั้งความหวัง งามทั้งเรือนร่าง กายา เรี่ยวแรงกำลังวังชาดุดัน มุทะลุรุนแรง พ่อแม่ มิใช่ผู้รอบรู้อีกต่อไป ครูบาอาจารย์มิใช่ผู้รอบรู้อีกต่อไป อัตตาตัวตนแผ่ขยายสรรสร้างทั้งคุณและโทษ หากมีปราชญ์ชี้นำ ชีวิตย่อมโชติช่วง หากมีมารชี้นำ ชีวิตมืดมิดเป็นพิษภัย เป็นวันวัยแห่งนักรบผู้ไม่เกรงความตาย หนุ่มสาววัยนี้ยอมตายเพื่อแลกศักดิ์ศรี เพราะไฟแห่งความกล้าพึ่งถูกจุดขึ้น กระโดดออกจากรั้วการศึกษาระบบรัฐบาล เข้าสู่ช่วงเวลาแสวงหาความยิ่งใหญ่
3. 21-30 ปี
จากวัยรุ่นแรกเริ่ม ค่อย ๆ เรียนรู้ผ่านความจริง ค่อย ๆ ก่อร่างสร้างฝัน เติบโตเป็นผู้ใหญ่ บางก็โตครึ่ง ๆ กลาง ๆ บ้างก็เติบโตทางจิตวิญญาณ หนุ่มแน่น สาวสพรั่ง ถึงขีดสูงสุดแห่งวิวัฒนาการทางร่างกาย จะไม่งดงามไปกว่านี้อีก จะไม่แข็งแรงไปกว่านี้อีก จะไม่ยะเยอะทะยาน จะไม่ห้าวหาญไปกว่านี้อีก ขุมพลังมาจากความมั่นใจ ความมั่นใจมาจากส่วนผสมสามส่วน หนึ่ง มาจากความไม่รู้จักชีวิต สอง มาจากกำลังในวัยหนุ่มสาว สาม มาจากความสามารถสั่งสม ในจินตนาการแห่งตน โลกเป็นของตน เปลี่ยนได้ทุกอย่างในจินตนาการตน ไม่มีสิ่งใดทำไม่ได้ในจินตนาการตน ไฟกำลังร้อน ไฟกำลังแรง เป็นธรรมดาของช่วงวัย พูดมาก ฟังน้อย รับฟังแต่ไม่ได้ยิน รู้จักตนเอง แต่ยังไม่ใช่ตนเองที่แท้จริง ความเป็นผู้นำสูงส่ง อุปนิสัยที่สั่งสมมา ควบแน่น ทิศทางชัดเจนพร้อมพัฒนาในรูปแบบของตน โรคภัยยังไม่รู้จัก ความแก่ชรามิได้อยู่ในความคิด ดอกไม้กำลังบาน สนุกกับโลกแห่งความเป็นไปได้
4. 31-40 ปี
30 ปีที่ผ่านมา สะสมความรู้และประสบการณ์พอตัว รู้ความหมายของชีวิตพอตัว รู้จักตนเองพอตัว ความกล้าเริ่มจางหาย เริ่มเข้าใจคำว่า แก่ชรา ความหวาดกลัวมาเยี่ยม ไม่อาจสวยงาม แข็งแกร่งดุจสามสิบปีแรก ทว่า จิตใจหนักแน่นขึ้น เห็นหนทางชีวิตชัดเจนขึ้น ตัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง เลือกสิ่งที่เกี่ยวเนื่อง เงินทองยังสำคัญ ทว่า มีบางสิ่งที่สำคัญควบคู่ วาสนากำลังพุ่งทยาน มีผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้คนยกย่อง สรรเสริญ มีบทบาทเปลี่ยนแปลงสังคมมวลรวม กระแสโลก กระแสชีวิต ถึงจุดบรรจบ ไม่แก่เกินไป มิอ่อนด้อยเกินไป พอดี ๆ ชีวิตโฉบฉิว พุ่งทยาน ความเป็นตัวตน มิใช่ภาพร่างที่เห็นเค้าโครง ทว่า ลงรายละเอียดสีสัน ชัดเจน ลบยาก ปรับยากเย็น เป็นวันวัยแห่งความเนื้อหอม หอมหวานในลาภ ยศ สรรเสริญ ใช้คำว่า หนุ่มสาวได้มิเขินอาย
5. 41-50 ปี
ความรู้ภายนอกบูรณาการสู่จุดสูงสุด เป็นผู้นำสูงสุด ควบรวมสังคมเป็นหนึ่ง มิอาจยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ มิอาจมีอำนาจวาสนาไปกว่านี้ ทว่า ภายในกลับวางเปล่า เต็มไปด้วยคำถามมากมาย เกี่ยวเนื่องกับชีวิต ความเสื่อมถอยคืบคลานเข้ามาใกล้หน้าประตูบ้าน ตั้งคำถามสู่อดีต ตั้งคำถามสู่อนาคต เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว จากร้อนดังไฟ ลด ละ สงบเย็น เย็นเพราะสังคมบังคับ เย็นเพราะรู้เห็นด้วยประสบการณ์ เย็นเพราะหมดอาลัยในความทะยานอยาก เส้นผมเริ่มขาว ผิวหนังเริ่มหย่อนยาน ความงดงามทางกายเริ่มไม่เป็นที่พึ่งพา แม้จิตผูกติด ความทุกข์ย่อมแผ่ซ่าน ขนพองสยองเกล้า 50 ปี คือช่วงเวลาแห่งการเป็นสะพาน ถ่ายทอดความรู้สู่ชนรุ่นหลัง มิใช่ผู้ข้ามสะพานอีกต่อไป จักมีผู้คนอยู่สองแบบ หนึ่งคือผู้ยังต้องการเป็นบุคคลสำคัญ นี่คือผู้ได้รับความทุกข์ สองคือผู้ที่ต้องการกลับสู่ชีวิตสามัญ นี่คือผู้ได้รับความสุข ชายกลางคนผู้หนึ่งยังมองสาวแรกรุ่น กลายเป็นลุงลามก ชายกลางคนผู้หนึ่งข้ามพ้นความงามนอก เข้าสู่ความงามใน นี่ช่างเป็นผู้ใหญ่น่าเลื่อมใส 50 ปี ผ่านร้อนหนาว สงบ วุ่นวาย บางสิ่งค่อยๆ ตกผลึก เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านทางจิตวิญญาณ
6. 51 – 60 ปี
60 ปี คือวันวัยแห่งความเป็นปราชญ์ หรือไม่ก็ปีศาจ บางคนเป็นปราชญ์ แต่หลายคนเป็นได้แค่ปีศาจ มีอำนาจ แม้ไม่ฟังใคร อำนาจย่อมเผาตนและผู้อื่น บัลลังก์ทุกองค์กร ถูกยึดครองด้วยมนุษย์วัย 50 กว่าปี แม้เป็นปราชญ์ ความรู้ทุกทิศทางย่อมหลั่งไหล รวมตัว เกิดเป็นหนทางใหม่ แม้เป็นปีศาจ ทุกอย่างส่วนรวมย่อมถึงทางตัด เพราะมิเปิดโอกาสให้ผู้ใดเติบโต สำคัญกว่าตน 60 ปี มิได้วัดความสำเร็จที่ความมีมาก หากแต่วัดความสำเร็จที่ใครสละได้มาก มิได้วัดที่ใครมีวาทศิลป์ ทว่า วัดที่การรับฟังด้วยจิตเมตตา 60 ปี คำว่า เมตตาควรเป็นแก่นสารเนื้อตัวของชีวิต เป็นวันวัยที่เป็นหนึ่งกับความชรา แขน ขา เริ่มไร้เรี่ยวแรง โรคภัยไขเจ็บเริ่มเข้ามาทักทาย สามวันดี สี่วันไข้ หนึ่งปีอาจเป็นมะเร็งฉับพลัน กลิ่นไอธรรมะหอมหวาน วัดวาอารามเริ่มใกล้ตัว ชีวิตเข้าสู่หนทางทวนกระแส คำถามว่า ชีวิตคือสิ่งใด กลับมาวนเวียนอีกครั้งชัดเจน มิอาจหลีกหนี หลบเหลี่ยงไม่ตอบคำถาม
7. 61 – 70 ปี
ความสุขทางกาย มิอาจเติมเต็มชีวิตได้อีกต่อไป เสียงเพลงขับขาน แต่ประสิทธิภาพแห่งการฟังน้อยลง ข้าวปลาอาหารรสอร่อย สมควรห้ามใจ ยิ่งกินมากก็คล้ายนำพิษภัยเข้าตัว ช่วงวันวัยดังกล่าว มิสมควรอยู่กินใช้ตามใจกิเลส ควรกินพอดี อยู่พอดี ความยึดติดการงาน ความยิ่งใหญ่ ชื่อเสียง สมควรถูกเก็บเข้าลิ้นชัก แล้วใช้ชีวิตเพื่อเพื่อนมนุษย์ ชีวิตเหลือไม่มากแล้ว สิ่งใด ไม่จำเป็นสมควรตัดทิ้ง ชีวิตเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว พูดคำว่า ขอบคุณให้บ่อย พูดคำว่า ขอโทษให้บ่อย ส่วนเสียงโอ้อวดอ้างความสำเร็จครั้งเก่าก่อน เก็บไว้ให้ลึกสุด ใช้ชีวิต 70 ปี เพื่อหาน้ำมาเติมจนแก้ว ล้นแล้วล้นอีก เททิ้งให้หมด กลับเป็นเด็กน้อย ไม่รู้อะไรสักอย่าง ถือเป็นการเกิดใหม่ในร่างกายเดิม
8. 71 – 80 ปี
แปดสิบปีแล้วสินะ นี่อยู่มาได้อย่างไร จากนี้ไป ไร้สิ้นตัวตน ฉันไม่รู้อะไร ฉันเป็นเพียงอากาศธาตุ ฉันคือผู้รับฟังเท่านั้น มิมีความคิดอ่าน เธอจงพูด ฉันจะฟัง หากเธอโกรธ ฉันจะดับไฟให้เธอเอง ความเก่งกาจ เป็นเรื่องน่าขัน ความยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องล้อเล่น ต้นไม้ ใบหญ้า ยิ่งใหญ่กว่าตัวบทกฎหมายและเงินตรา 80 ปี เรียนรู้ วางจิตได้เช่นนี้ ถือว่า ยอดคน
9. 81 – 90 ปี
ธรรมะคือธรรมชาติ ธรรมชาติคือธรรมดา ชีวิตธรรมดา ช่างประเสริฐงดงาม ความตายคือของขวัญ การมีชีวิตอยู่ คือการตระหนักรู้ในความหมายที่มิอาจสื่อสาร เกิดและตายคือสิ่งเดียวกัน
10. 91 -100 ปี
ดวงตะวันสว่างจ้า
สายลมพัดพาความอ่อนโยน
ท้องฟ้า สายน้ำ เยือกเย็น อบอุ่น
แม้ไม่อาจเอื้อมถึงคำว่า ตลอดไป
แต่ชีวิตช่างงดงาม เกินบรรยาย
*****ติดต่อ "พศิน อินทรวงค์"*****
บรรยาย (วิทยากร) / หนังสือ/บทความ
https://www.facebook.com/talktopasin2013
********************************************

ปลาทูไหม้ 1 ตัว ไม่เคยทำร้ายใคร

ที่มา...จากเพื่อนในกลุ่มฯ ส่งไลน์มาให้อ่าน...

เรื่องปลาทูไหม้..ยังอ่านได้ตลอดๆ 🐋🐬🐡💝

ชอบเรื่องนี้มาก อ่านบ่อยๆ เตือนตัวเอง
"แม่ของผม เป็นคนทำ อาหารที่บ้านประจำ ทุกวัน... คืนหนึ่ง หลังจากที่ แม่ทำงานหนัก มาตลอดทั้งวัน แม่ กลับบ้านมา ด้วยความเหนื่อยล้า และทำอาหารเย็น ให้เราตามปกติ ที่โต๊ะอาหาร แม่วางจาน ที่มี ปลาทูไหม้เกรียม บนโต๊ะ ต่อหน้าพ่อ และทุกๆคน ผมรอว่า แต่ละคน จะว่าอย่างไร
แต่... พ่อไม่พูดอะไร และตั้งหน้าตั้งตา กิน ปลาทูไหม้ตัวนั้น และหันมา ถามผมว่า ที่โรงเรียน เป็นอย่างไรบ้าง

คืนนั้น หลังอาหารเย็น ผมจำได้ว่า ได้ยิน แม่ ขอโทษพ่อ ที่ทอดปลาทูไหม้ และ ผมไม่เคยลืม ที่พ่อ
พูดกับแม่เลย "โอย... ผมชอบ ปลาทูทอด เกรียมๆ อร่อยมาก นะแม่"

คืนต่อมา ผมเก็บคำถามในใจ ก่อนนอน และถามพ่อว่า "พ่อชอบปลาทูทอด เกรียมๆ จริงๆ เหรอ"
พ่อลูบหัวผม และตอบว่า
"แม่ของลูก
ทำงานหนัก มาทั้งวัน...
ปลาทูไหม้ 1 ตัว ไม่เคยทำร้ายใคร แต่คำพูด ที่ต่อว่า กันนั้นต่างหาก ที่จะทำร้ายกัน"

"ชีวิตคนเรา
เต็มไปด้วย ความไม่สมบูรณ์แบบ และ แต่ละคน ก็ ไม่ได้เกิดมา สมบูรณ์แบบ
ตัวเราเอง
ก็ไม่ได้มีอะไร ดีกว่าใครๆ"

แต่สิ่งที่ พ่อเรียนรู้ ในช่วงชีวิต คือ.....
การเรียนรู้ ที่จะยอมรับ
ความผิด ของคนอื่น และ ของตัวเอง
การเลือก ที่จะยินดีกับ
ความคิดต่างกันของ
แต่ละบุคคล เป็นสิ่งสำคัญ ในการรักษา ชีวิตครอบครัว ที่มีความสุข และยืนยาว

“ชีวิตเรา สั้นเกินกว่า ที่จะตื่นขึ้นมา พร้อมกับ
ความเสียใจ ที่ว่า เราทำผิดกับ คนที่เรารัก
และรักเรา ให้ดูแล และ
ทะนุถนอม คนที่รักเรา และพยายามเข้าใจ และให้อภัย จะดีกว่า"

** ถ้าเรารู้ เราจะ ทำไหม? **
  • เราจะบีบแตร ใส่คนที่ ยืนยึกยัก ริมถนน แยกที่ผ่านมาไม๊– ถ้าเรารู้ว่า เค้าใส่ขาเทียม
  • เราจะเบียดชน คนข้างหน้า ที่เดินช้ามากไม๊ – ถ้าเรารู้ว่า เค้าเพิ่งตกงาน
  • เราจะขำ คนที่ แต่งตัวเชยไม๊ – ถ้าเรารู้ว่า เค้ามีชุดเก่ง แค่ชุดเดียว
  • เราจะรำคาญ สาวโรงงาน ที่มาเดิน พารากอนไม๊ – ถ้าเรารู้ว่า นั่นคือ
การฉลองวันเกิดของเธอ
• เราจะหมั่นไส้ ลุงที่หัวเราะ
เสียงดังลั่น คนนั้นไม๊ – ถ้ารู้ว่า แกเป็นมะเร็ง ขั้นสุดท้าย
   • เรารู้แจ่มชัดเสมอ…
ว่าชีวิตเรา กำลังเจออะไร
  แต่เรา ไม่มีวันรู้ว่า
 "คนที่เราเจอ – กำลังเจอ กับอะไร"

**โลก กว้างกว่า เงาของเรา และโลก ก็ไม่ได้หมุน รอบตัวเรา

**มองข้าม เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปบ้าง ให้โอกาส และให้อภัย มีความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน จะได้รัก และอยู่ด้วยกัน อย่างยั่งยืน ยาวนาน

ข้อคิดเตือนใจ ที่เพื่อนส่งต่อ ใน ไลน์กลุ่มฯ

"เขียนดีอะไรเช่นนี้"


1. ในแต่ละปี... จงทำชีวิตให้ " ดีขึ้น "
    เพราะในแต่ละวัน... ชีวิตกำลัง " สั้นลง "

2. การ " อยู่กับปัจจุบัน "
    ไม่ใช่การ " หยุดทำ " ในเรื่องสำคัญ
    แต่มันคือการ " หยุดทุกข์ " ไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ

3. อารมณ์ " ลบ " ทุกชนิด จะทำร้ายเรา
    ก่อนที่จะทำร้ายคนอื่นเสมอ...
    ส่วนอารมณ์ " บวก " ทุกชนิด จะให้พรเรา
    ก่อนที่จะให้พรคนอื่นเสมอ เช่นกัน...

4. วิจารณ์คนอื่นทุกวัน... ใจต่ำลงทุกวัน
    วิจัยตัวเองทุกวัน... ใจสูงขึ้นทุกวัน

5. ถ้าไม่มีคนมาทำให้คุณโกรธ
    ... คุณจะไม่รู้เลยว่าระดับจิตคุณอยู่ตรงไหน
    ถ้าไม่มีใครมาทำให้คุณทุกข์ใจ
    ... คุณจะไม่รู้เลยว่าตัวเองยังมีอะไรต้องพัฒนา

6. ไม่ว่า " ภายนอก " เราจะอยู่กับคนมากแค่ไหน
    แต่ " ภายใน " เรายังอยู่ตัวคนเดียวเสมอ
    จงหาวิธี " รักตัวเอง " ให้เจอ
    เพราะไม่มีใครในโลกนี้ที่จะอยู่กับเธอ
    สม่ำเสมอเท่ากับ " ตัวเธอเอง "

7. การฝึกจิตและพัฒนาตัวเอง
    อาจไม่ทำให้เรา " พ้นทุกข์ตลอดกาล "
    แต่มันทำให้เรา " เป็นทุกข์นานน้อยลง "

8. การ " แก้กรรม " ที่ดีที่สุด
    คือการแก้ไข " ความคิด " " คำพูด "
    และ " การกระทำ " ของตัวเอง

9. ความดีเล็ก ๆ ที่ทำไปนาน ๆ
    สุดท้ายอาจสร้าง " ปาฏิหารย์ " ให้ชีวิต

10." ไป " ได้เร็วแค่ไหน ก็ถึงเร็วเท่านั้น...
    " ปล่อย " ได้เร็วแค่ไหน ก็สุขเร็วเท่านั้น

11. จำไว้ว่า " ความทุกข์ "
    และ" ความเจ็บปวด " ทั้งมวล
    ไม่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา... เพื่อมอบ " คำสาป "
    แต่มันผ่านเข้ามาในชีวิตเรา... เพื่อมอบ " คำสอน "

12. ก้าวแรกของการใช้ชีวิตอย่าง " ผู้ตื่น "
    คือการหยุดยุ่งวุ่นวายเรื่อง " คนอื่น"
    แล้วหันกลับมาวิเคราะห์ใจ " ตัวเอง "

13. ความทุกข์ทั้งหมดในชีวิต ไม่ได้เกิดจาก
    " สิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับคุณ "
    แต่มันเกิดจาก
    " สิ่งที่คุณคิด ว่าคนอื่นคิดเกี่ยวกับคุณ "

14. ต้องขอบคุณคนที่ทำ " ไม่ดี "
    ที่ช่วยเป็นตัวอย่างที่ " ดี "
    ว่าอะไร " ไม่ควรทำ "

15. ไม่ว่าจะทุกข์หนักหนาสาหัสสักแค่ไหน
    ทางออกก็ไม่เคยอยู่ไกลไปกว่า " ใจ " ของเราเอง...
   
16. เกลียดเขา " เราทุกข์ "
    เมตตาเขา " เราสุขเอง "

17. คนเราฝึกเดินจนเก่งได้ ฉันใด
    ก็สามารถฝึกใจจนเป็นสุขได้ ฉันนั้น...

18. " ความตาย " เป็นเรื่องธรรมดา
    แต่การได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า
    เป็นเรื่อง" อัศจรรย์ "

19. โปรดสังเกตดูให้ดี...  ว่าสิ่งที่ทำให้เราทุกข์
    บ่อยที่สุดในแต่ละวัน
    ไม่ใช่ " พฤติกรรม " ของคนอื่น
    แต่คือ " ความคิด" ของเราเอง

20. อย่าถือโทษ โกรธคน ไม่คู่ควร
    อย่าตีตรวน ตนไว้ กับอดีต
    ชะตาเรา อย่าให้ใคร มาเขียนขีด
    อย่าเอาคำ ที่เหมือนมีด มากรีดใจ   

21. หากคุณคิดว่าตัวเองมีค่า เพราะมี " เงิน "
    วันไหนเงินหมด คุณค่าคุณก็หมด
    หากคุณคิดว่าตัวเองมีค่า เพราะ " หน้าตา " ดี
    วันไหนคุณแก่ลง จนหน้าตาไม่ดี คุณค่าคุณก็หมด
    แต่ตราบใดที่คุณรู้ว่าตัวเองมีค่า เพราะเป็น "่ คนดี "
    ตราบใดที่คุณมีความดี
    คุณก็จะ " มีคุณค่า "ได้ตลอดไป

เวลาที่เหลืออยู่


"เวลา...เป็นสิ่งเดียวในโลก
  ที่ทุกคนได้รับเสมอกัน
  ไม่มีใครได้เปรียบ
  หรือเสียเปรียบกันเลยแม้แต่คนเดียว
  แต่ใครจะใช้เวลาในแต่ละวินาที
  อย่างมีค่า และคุ้มค่ากว่ากัน
  นี่แหละ เป็นเรื่องน่าคิด"

(หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน)

ชีวิตคนเราจะมีสิบปีสัก กี่ครั้งกัน

อ่านแล้ว  ขอให้อ่านอีกครับ

อ่านแล้วชอบ จึงส่งมาแบ่งปัน
         "10 ปี 7 ครั้ง
          ...................

"ชีวิตคนเราจะมีสิบปีสัก
กี่ครั้งกัน"

ชอบประโยคนี้มาก
มันจริงอย่างยิ่ง
ถ้าคนเราอายุเฉลี่ย 70 ปี

เราก็มี 10 ปีแค่ 7 ครั้ง

1. สิบปีแรก..หมดไปกับ
ความไร้เดียงสา

2. สิบปีต่อมา..หมดไปกับ
การศึกษาเล่าเรียน

3. สิบปีต่อมา.หมดไปกับ
การทำงานและการใช้ชีวิต

4. สิบปีต่อมา..หมดไปกับ
การสร้างฐานะ สร้างครอบครัว

5. สิบปีต่อมา..หมดไปกับ
การลงหลักปักฐาน รักษาสิ่งที่หามา.
   
6.สิบปีต่อมา..หมดไปกับ
การดูแลรักษาสุขภาพ
กาย-ใจให้แข็งแรง

7. สิบปีสุดท้าย..หมดไปกับ
การปล่อยวางทุกสิ่ง รอคอยการกลับบ้าน

แต่ละสิบปีผ่านไป...
ไวเหมือนโกหก
อีกไม่นานปีนี้ก็จะผ่านไป
มีอะไรที่เราทำไปแล้วมาก
มาย และก็ยังมีอะไรอีก
มากมายที่เรายังไม่ได้ทำ

** เวลา คือ หน่วยเงิน
ในกำมือของเราที่เอาไป
แลกสิ่งอื่น

-เราเอาเวลาไปแลกงาน

-เราเอางานไปแลกเงิน

-แต่เราก็ไม่เคยเอาเงิน
 ไปแลกเวลาคืนกลับมา
 ได้สักที
ถ้า 'ธนาคารเวลา' มีจริง
เราก็ไม่เคยมีสมุดบัญชี
สักเล่มที่จะให้เราดูได้..ว่า
ตอนนี้เหลือเวลาอยู่เท่าไหร่?

** เรารู้ว่าเราใช้ "สิบปี"
ของเราไปกี่ครั้งแล้ว
แต่เราไม่อาจรู้ว่า...
เราจะใช้ "สิบปี" ที่เหลือ
ของเราได้ครบมั้ย?

แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับ
เราใช้เวลาสิบปีของเราไป
คุ้มค่าหรือเปล่า?

เมื่อเราหันหลังกลับมา
ขอให้พูดได้เต็มปากว่า
เราใช้มันไปอย่างไม่น่า
เสียดาย

   ชี วิ ต ค น เ ร า จ ะ มี
           "สิ บ ปี"
      สั ก กี่ ค รั้ ง กั น?
  ใช้สิบปี เจ็ดครั้งของเรา
        ใ ห้ คุ้ ม ค่า      
   
สวัสดีกับสิบปีปัจจุบันของท่าน

เขียนดีมาก อ่านให้จบ คุณอาจจะหันมารักตัวเอง...

สรุป: ชีวิตที่เรียบง่าย ให้สนุกกับการใช้ชีวิต 30% ที่เป็นของคุณ

- ไม่เจ็บปวดแต่ก็ต้อง บำรุง

- ไม่กระหายแต่ก็ต้อง ดื่มน้ำ

- ว้าวุ่นแค่ไหนก็ต้อง ปล่อยวาง

- มีเหตุมีผลแต่ก็ต้อง ยอมคน

- มีอำนาจแต่ก็ต้องรู้จัก ถ่อมตน

- ไม่เหนื่อยแต่ก็ต้อง พักผ่อน

- ไม่รวยแต่ก็ต้อง รู้จักพอเพียง

- ธุระยุ่งแค่ไหนก็ต้องรู้จัก พักผ่อน

หมั่นเตือนตน: ชีวิตนี้สั้นนัก
หากเวลาของคุณยังมีเหลือเฟือ ส่งต่อข้อความเหล่านี้ต่อให้เพื่อนของคุณ ให้เพื่อนได้อ่านบ้าง เพื่อจะได้ใส่ใจตัวเองบ้าง
ดังนั้น

- อยากกิน...กิน

- อยากเที่ยว....เที่ยว

- เรื่องกลุ้มอย่าเก็บไว้

- สุขสบายทุกเพลา

- เวลาที่ยังจับมือไหว
ให้เชิญเพื่อนมาสังสรรค์

- เวลาที่ยังกอดไหว
ให้โอบกอดให้ชื่นใจ

- ทำหน้าที่พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา พี่ น้อง เพื่อนที่ดีต่อไป

- เวลาที่อยู่ด้วยกัน
อย่าได้โกรธกันง่ายๆ

ขับรถเข้าบ้านเกือบทับ น้องหมา ที่นอนอยู่หน้าบ้าน

  • ขับรถมาถึงบ้านหน้าก็ค่ำแล้ว
  • เห็น น้องหมา ตัวหนึ่งของเพื่อนบ้านนอนอยู่หน้าบ้าน
  • ตามปกติเวลาเราค่อย ๆ ขับรถเข้าบ้าน เจ้าตูบ มันจะลุกเดินหนีไปเองเพราะมันก็ไม่อยากถูกรถยนต์ทับ
  • วันนี้ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน
  • จึงขยับรถเข้าไปใกล้ จวนจะทับมัน มันก็ยังไม่ยอมลุก มองจากที่นั่งคนขับก็ไม่เห็นว่ามันอยู่ตรงไหน
  • ถ้าคิดเหมือนเดิมคือ ค่อย ๆ ขยับรถเพื่อจะเข้าประตูบ้าน หวังว่ามันจะลุกหนีไปเช่นเดิม ป่านนี้มันคงถูกรถทับไส้แตกแล้ว
  • โชคดีที่ลงไปดู พบว่ามันป่วยลงไม่ได้ เรียกเจ้าของหมา มาอุ้มมันออกไปหาสัตวแพทย์
  • เกือบจะโดนคดีขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้สุนุขถึงแก่ความตาย...ไปซะแล้ว
  • เป็นอุทาหรณ์สอนใจตัวเอง ว่า อย่าทำการใดโดยประมาท คิดว่าไม่เป็นไรหรอก ... ต้องคิดอยู่เสมอว่าถ้าไม่เป็นอย่างที่คิดไว้หละ จะเป็นอย่างไร เกิดเหตุน่าสลดใจ อย่างไร

กลั่นสามก๊ก ฉบับนักบริหาร


  • "ใครก็ตามที่ไม่เคยอ่าน สามก๊ก อย่าริอ่านคิดทำการใหญ่"
  • "และใครก็ตามถ้าได้อ่านสามก๊ก จบสามเที่ยว คนผู้นั้นคบไม่ได้"
  • อะไรเป็นสาเหตุจูงใจ ให้เกิดคำกล่าวนี้ เชิญค้นหาความจริงได้จากหนังสือเล่มนี้
  • ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กเคยอ่านหนังสือสามก๊ก ฉบับที่แยกแยะออกเป็นเรื่องราวของตัวละครแต่ละตัว ตัวละครละเล่ม ตอนนั้นอ่านไปก็สนุก แต่ก็ยังไม่สามารถนำมาใช้กับชีวิตได้จริง
  • ช่วงนี้โชคดีได้มาอ่านอีกครั้ง เก็บรายละเอียด เข้าใจได้มากขึ้น น่าจะสามารถนำยุทธวิธี หรือข้อคิดมาใช้ประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อย
  • ด้วยสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน) นั้นมีความยาวแบบพิสดาร มักจะทำให้คนอ่านเมาตัวหนังสือก่อนที่จะอ่านจบ ดังอุปมาในวงสุราที่ว่า "อ่านสามก๊ก เหมือนยกเหล้า ดื่มสามกั๊ก ชักเมาได้ที่ เรื่องราวของเล่าปี่เริ่มแรงเหมือนเหล้าป่าที่ไหลบ่าลงลำคอ"
  • "ถ้าคุณหัวเสีย คุณจะเสียหัว" ตอน เตียวหุยถูกลอบสังหาร
  • "นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ" ตอน ชีซีเป็นที่ปรึกษาของเล่าปี่
  • "ที่นั่งที่ดีที่สุด คือ ที่นั่งในหัวใจคน" ตอน เล่าปี่เชิญขงเบ้งเป็นที่ปรึกษา
  • "จริงคือลวง ลวงคือจริง" ตอน ขงเบ้งดีดพิณลวงสุมาอี้
  • "อันว่าชายตายเพราะหญิงจริงแท้เอย" ตอน ตั๋งโต๊ะต้องกลนางเตียวเสี้ยนจนถูกลิโป้สังหาร
  • "เล่นหมากรุก อย่าบุกอย่างเดียว" ตอน ลิโป้รบเตียวหุย กวนอู เล่าปี่
  • "ไม้คตใช้ทำขอ เหล็กงอใช้ทำเคียว แต่คนคดเคี้ยว จะใช้ทำอะไรได้" ตอน ลิโป้ฆ่าพ่อเลี้ยงเต๊งหงวนและตั๋งโต๊ะ
  • "ปลาใหญ่มักตายน้ำตื่น" ตอน ลิโป้ถูกจับ
  • "คิดทำการใหญ่ ใจคอต้องเหี้ยมหาญ" ตอน โจโฉลอบสังหารตั๋งโต๊ะ
  • "คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย" ตอน จิวยี่ให้ขงเบ้งตีเสบียงโจโฉ
  • "อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น" ตอน โจโฉให้โอกาสกวนอูออกรบกับฮัวหยง
  • "จะพลิกพลิ้วชิวหาเป็นอาวุธ" ตอน ขงเบ้งยุจิวยี่ให้สู้โจโฉ
  • "อันความคิดวิทยา คืออาวุธ" ตอน ขงเบ้งหาลูกเกาทัณฑ์ 10 หมื่นให้จิวยี่
  • "No Free In Lunch" ตอน โจโฉใช้เจียวก้านดูลาดเลาจิวยี่
  • "ศัตรูที่ร้ายเหลือ ไม่เท่าเกลือเป็นหนอน" ตอน จิวยี่ตีอุยกาย ใช้ให้เป็นไส้ศึกเผากองเรือโจโฉ
  • "Knowledge is Power" ตอน ขงเบ้งเรียกลมอาคเนย์ให้จิวยี่
  • "นั่งภูดูเสือกัดกัน" ตอน ขงเบ้งลวงจิวยี่ให้รบโจหยินเพื่อชิงเกงจิ๋ว
  • "เหนือฟ้า ยังมีฟ้า เหนือคน ยังมียอดคน" ตอน จิวยี่ต้องกลลวงของขงเบ้ง




สวัสดีปีใหม่ 2558


  • ทำบุญเลี้ยงพระที่บ้าน พระให้พรญาติโยมว่า ปีใหม่ผ่านไป อายุมากขึ้น ถ้าเป็นผู้หญิงก็ขอให้ยังสาวยังสวยเหมือนเดิม ถ้าเป็นผู้ชายก็ขอให้ยังหนุ่มยังหล่อเหมือนเดิม ญาติโยมพากัน สาธุกันใหญ่ หวังว่าพรของพระจะสำเร็จผล ... นั่นเป็นเพียงแค่ความหวัง แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น
  • เริ่มต้นปี 2558 นี้ก็จะเป็นการเริ่มต้นโครงการใหม่ ๆ ในการทำมาหาเลี้ยงชีพ คนเราอายุเกินครึ่งนึงของชีวิตแล้วยังไม่สามารถเป็นอิสระทางการเงินได้ก็ต้องดิ้นรนกันต่อไป
    • RSS Clay House เป็นการร่วมงานกันทำธุรกิจของคนซึ่งอยู่ห่างกันคนละซีกโลกก็ยังสามารถทำงานร่วมกันได้ มีคำพูดของทีมงานคนนึงที่น่าประทับใจ เขาพูดว่า "ถ้าอยากเดินเร็ว ให้เดินคนเดียว แต่ถ้าอยากเดินไกลให้เดินไปด้วยกัน"
    • KSS Fund Manager Team ก็เป็นอีกโครงการร่วมมือทำธุรกิจของคนที่อยู่ห่างกันคนละจังหวัด แต่มีความฝันร่วมกันที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย คือ อิสรภาพทางการเงิน


  • วิธีแก้ปีชง
    • ห้ามนั่งหัวโต๊ะหรือท้ายโต๊ะ
    • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ถังน้ำแข็ง, ลังโซดา, ขวดเหล้า
    • อย่านั่งกินเหล้ากับรุ่นพี่ ไม่งั้น ต้องชงทั้งปี...
  • ปีนี้ดวงดีที่สุดอันดับ 1 (รับเชื่อเฉพาะแต่เรื่องดี ๆ ถ้าเป็นเรื่องไม่ดี ก็ไม่รับเชื่อ) เรียกได้ว่าหลอกตัวเองหรือเข้าข้างตัวเอง ว่ายังงั้น ดังนั้นปี 2558 นี้ จึงต้องลุยเต็มที่ ให้รู้แล้วรู้รอดไป ว่าจะหมู่หรือจ่า จะรวยหรือจน ก็ปีนี้หละ รู้ผล...
  •  หวังว่าปีหน้าจะได้วางมือ ให้คนอื่นทำแทนได้

ขอไว้อาลัยแด่เพื่อนผู้จากไปอย่างกระทันหัน

จริง ๆ อย่างที่เขาพูดกันว่า "การไม่มีข่าวอะไร นั่นแหละคือข่าวดี"
คืนวันเสาร์
ที่ผ่านมาเวลาใกล้เที่ยงคืนแล้วได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง (แสดงว่าต้องมีเรื่องสำคัญแน่ ๆ ถึงได้โทรมาเวลานี้) เมื่อรับสายก็ได้ยินข่าวร้ายจากเจ้าของบริษัททันทีว่า "พนักงานของเราชื่อ ศ... จมน้ำเสียชีวิตที่แพเมืองกาญจน์"
จับใจความได้ว่า พนักงานประมาณสิบกว่าคน ไปกินเลี้ยงส่งเลี้ยงปิดงานกันด้วยการไปล่องแพที่เมืองกาญจน์ ดื่มกินกันบนแพแล้วเกิดอุบัติเหตุ พลัดตกแพจมน้ำเสียชีวิตไป 1 คน
นี่มันเรื่องจริงหรือล้อกันเล่นนะ เรื่องความเป็นความตายใครจะเอามาล้อเล่น

เช้าวันอาทิตย์
เจ้าของบริษัทโทรมาปรึกษาว่าเราจะช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างไรดี
อย่างน้อยก็ต้องได้รับตามสิทธิ์ที่พึงจะได้ตามกฎหมาย
และบริษัทก็มอบเงินเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวของผู้เสียชีวิต

เย็นวันอาทิตย์
เวลา 16.25 น.ออกเดินทางพร้อมกับทีมงานเจ้าของบริษัทฯ ไปร่วมงานสวดพระอภิธรรม
เวลา 18.15 น. ถึงวัด
สอบถามพนักงานที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ความว่า
เมื่อวาน(วันเสาร์) พนักงานเดินทางไปขึ้นแพที่เมืองกาญจน์ เวลาประมาณ 17.00 น. เช่าแพ 2 ลำติดกัน ลำนึงไว้ดืมกิน อีกลำไว้นอนพักผ่อน (ค้างคืน 1 คืน) ร่องแพไปพร้อม ๆ กับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น ๆ รวมเกือบยี่สิบลำ เมื่อถึงจุดหมายแพจอดเทียบท่าริมฝั่งแม่น้ำ นักท่องเที่ยวก็ทำอาหารดื่มกินสนุกสนานกันบนแพจนถึงเวลาประมาณ 1 ทุ่ม มีคนเห็นพนักงานชื่อ ศ... ซึ่งนั่งอยู่บนราวกันตกบนแพ พลัดหงายหลังตกน้ำไป เพื่อน ๆ กระโดดลงไปตามไปช่วยแต่หาไม่เจอ เพื่อน ๆ จึงแจ้งหน่วยกู้ชีพส่งทีมนักประดาน้ำมาช่วยหา 1 ชั่วโมงหลังจากจมน้ำจึงพบศพอยู่ใกล้พื้นบริเวณนั้น

พบปะพูดคุยให้กำลังใจกับครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิต
เป็นตัวแทนของบริษัทฯ มอบเงินจำนวนหนึ่งแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นจำนวนเงินมากพอที่จะใช้จัดงานตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จงานสมบูรณ์

ค่ำวันอาทิตย์
เวลา 20.00 น. เริ่มพิธีสวดพระอภิธรรม จนถึงเวลา 20.30 น.
เวลา 20.45 น. เดินทางกลับ
เวลา 21.00 น. - 21.45 น. แวะกินอาหารมื้อค่ำ

เวลา 00.15 น. เดินทางกลับถึงบ้าน

ข้อคิดที่ได้จากเหตุการณ์นี้

  • จริงอย่างที่ทีมงานเจ้าของบริษัทฯ ท่านหนึ่งซึ่งอาวุโสที่สุด บอกว่า จะช้าจะเร็วถึงยังไงเราก็ต้องไปช่วยงานศพเขาอยู่แล้ว แต่การไปวันนี้ให้ผลต่างกับการไปพรุ่งนี้ อย่างมากมายยิ่งนัก เพราะการไปช่วยงานวันนี้ญาติของผู้เสียชีวิตจะรู้สึกดี ๆ กับบริษัทฯ ที่มาช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในยามที่กำลังเดือดร้อนได้อย่างทันท่วงที เพราะจากการพูดคุยกับญาติทราบว่าครอบครัวไม่มีเงินจัดงานศพจึงต้องไปยืมเงินกู้เป็นค่าใช้จ่ายในงานศพ

เพราะชีวิตไม่มีอะไหล่...


เห็นภาพนี้แล้วชวนให้หยุดคิด "ชีวิตไม่มีอะไหล่ ปลอดภัยไว้ก่อน ทุกขั้นตอนการทำงาน"
คนเราบางครั้งมองข้ามบางสิ่งบางอย่างไปอาจไม่เห็นความสำคัญ แต่เมื่อได้สูญเสียหรือขาดสิ่งนั้นไปถึงจะเริ่มมองเห็นคุณค่า ว่าสำคัญ

พรปีใหม่จาก 'โน้ต อุดม'

ไม่เหลือพร จะอวยใน ปีใหม่นี้
พรดีๆ จมน้ำหาย ไม่เหลือหรอ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลาย ยังลอยคอ
อย่ารบกวน ท่านเลยหนอ โปรดเห็นใจ

ขึ้นปีใหม่ ใครก็ขอ สิ่งศักดิ์สิทธิ์
พรไม่ค่อย สัมฤทธิ์ ช่วยไม่ไหว
ขอขอขอ ขอขอขอ ขอเรื่อยไป
ท่านไม่รู้ จะช่วยใคร งานล้นมือ

ปีใหม่นี้ ช่วยตัวเอง ลองดูก่อน
ถ้าไม่อยาก เดือดร้อน อย่าก่อหนี้
อยากจะรวย รู้จักพอ รวยทันที
อยากเป็นคน อารมณ์ดี ต้องปล่อยวาง

อยากแข็งแรง กำลังกาย ก็ต้องออก
อยากจะผอม ต้องห้ามปาก เอาไว้บ้าง
อยากสงบ หาให้พบ ทางสายกลาง
อยากจะพบ ทางสว่าง ให้เปิดไฟ

ชีวิตเรา เกิดมา ใครกำหนด
มัวแต่กลัว หัวหด ได้ที่ไหน
พรจะมี ไม่มี ต้องลุยไป
ไม่เป็นไร แต่มีใจ ก็เกินพร

บุญรักษา ... อุดม แต้พานิช

ข้อคิดจากคุณโชค

คน 3 ประเภท
  1. คนที่รู้จริงจากประสบการณ์ ชำนาญในศาสตร์ที่ตนทำงานอยู่และสามารถแก้ไขปัญหาได้
  2. คนที่รู้แต่ทฤษฎี แต่ไม่เคยลงมือทำ มีสมการในหัวมากมาย
  3. คนที่ไม่มีความรู้แต่คิดว่ารู้ เบิกงบมาทำแล้วล้มเหลว เกิดความเสียหาย