Showing posts with label พศิน อินทรวงค์. Show all posts
Showing posts with label พศิน อินทรวงค์. Show all posts
พศิน อินทรวงค์ ***ทำสิ่งนี้ 15 นาทีทุกวันแล้วชีวิตจะดีขึ้น*** ว่าด้วย สิ่งเล็กๆ ที่ควรทำ สะสมให้เป็นภาพใหญ่ของชีวิต
ที่มา: https://www.facebook.com/talktopasin2013/
1.อ่านหนังสือ
2.ออกกำลังกาย
3.วางแผนงานที่จะต้องทำ
4.ทำสมาธิ
5.ทบทวนตนเอง และขอบคุณตนเอง ให้กำลังใจตนเอง มองชีวิตมีความหวัง
สำรวจตรวจสอบว่าวันหนึ่ง ๆ ได้ทำอะไรไปบ้าง
สำรวจตรวจสอบว่าวันหนึ่ง ๆ ได้ทำอะไรไปบ้าง
ความเข้าใจ 4 ระดับ โดยคุณพศิน อินทรวงค์
วันที่ 24 ก.พ. 2561 เวลา 9.00-14.00 น.
ณ สวนสุนทรี เกษตรอินทรีย์ จ.อำนาจเจริญ
คุณพศิน ได้บรรยายถึงเรื่องความเข้าใจ 4 ระดับ
ได้ฟังแล้วแต่จำรายละเอียดไม่ได้ จึงขอนำ รายละเอียดจาก เพจของคุณพศิน อินทรวงค์ https://www.facebook.com/talktopasin2013
มารวบรวมจัดหมวดหมู่ให้ง่ายต่อการศึกษาดังนี้
ความเข้าใจ 4 ระดับ
(คุณมีความเข้าในระดับใดบ้างต่อสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต)
พศิน อินทรวงค์
ความเข้าใจ 4 ระดับ
1. ความเข้าใจระดับคลุมเครือ
หมายความว่า ไม่สามารถสื่อสารได้ ไม่สามารถอธิบายได้ ยังเห็นภาพไม่ชัดเจน มีความสับสนกับเรื่องที่ต้องการศึกษาเรียนรู้ ความเข้าใจระดับนี้ยังไม่ใช่ระดับที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ เนื่องจากเป็นความเข้าใจที่ค่อนข้างเลือนลาง จับต้นชนปลายไม่ถูก
2. ความเข้าใจระดับสื่อสาร
หมายความว่า รู้ความหมาย อธิบายได้ สื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลต่างๆ ได้ แต่ความเข้าใจระดับนี้ยังเป็นความเข้าใจระดับสมอง เป็นความเข้าใจระดับจิตสำนึก ซึ่งยังต้องพัฒนาความเข้าใจต่อไป ยังไม่ใช่ความเข้าใจที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตได้
3. ความเข้าใจระดับตระหนักลึกซึ้ง
หมายความว่า มีความรู้สามารถสื่อสารได้ อธิบายได้ เป็นความเข้าใจที่ลงลึกถึงจิตใต้สำนึก เป็นระดับความเข้าใจที่ถูกพัฒนาต่อจากความเข้าใจระดับสอง โดยการคิดวิเคราะห์ซ้ำๆ ถี่ๆ บ่อยๆ จนเกิดการตกผลึกทางความคิด ความเข้าใจระดับตระหนักลึกซึ้งนี้ จะส่งผลให้มนุษย์สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ พูดง่ายๆ ว่า สามารถนำข้อมูล ความรู้ หรือประสบการณ์ที่ได้รับมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจนส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของตนเอง
4. ความเข้าใจระดับเข้าถึง
หมายความว่า สามารถเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่รู้ สามารถกระทำสิ่งต่างๆ ได้ตามที่ตนเองรับรู้มา จนกลายเป็นสัญชาติญาณ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ อีกต่อไป เนื่องจากได้มาถึงจุดสูงสุดขององค์ความรู้นั้นๆ แล้ว
ยกตัวอย่าง "ความตาย"
- เด็ก 1 ขวบมีความเข้าใจเกี่ยวกับความตายระดับที่หนึ่ง คือยังไม่รู้แน่ว่า ความตายคืออะไร และความเข้าใจระดับนี้ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับชีวิตของเขา
- คนจำนวนมาก มีความเข้าใจเกี่ยวกับความตายในระดับที่สอง คือสามารถสื่อสารได้ อธิบายได้ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ว่าความตายคืออะไร หากแต่ความเข้าใจนี้ก็ไม่ได้ตระหนักถึงภาวะภายใน ความเข้าใจเกี่ยวกับความตาย จึงไม่ได้ส่งผลอันใดต่อชีวิตของเขา ความตายยังคงเป็นเรื่องที่ไกลตัวอยู่เช่นเดิม
- คนบางกลุ่ม มีความเข้าใจเกี่ยวกับความตายในระดับที่สาม คือนอกจากรู้ความหมายแล้ว ยังตระหนักชัดว่าความตายเกี่ยวข้องกับชีวิตของตน ความตระนี้จึงส่งผลให้บุคคลผู้นั้นใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เริ่มตั้งคำถามกับชีวิต เริ่มมองหาหนทางใหม่ๆ ที่จะยกระดับจิตใจ เริ่มสะสมคุณค่า ความหมายชีวิตด้านอื่นๆ ที่มากไปกว่าการแสวงหาความหมายชีวิตที่คนส่วนใหญ่ในสังคมกระทำกันอยู่
-คนจำนวนหยิบมือ มีความเข้าใจเกี่ยวกับความตายในระดับเข้าถึง คนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มคนที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นอีกเลย เนื่องจาก เข้าใจแล้วว่าชีวิตคือเรื่องชั่วคราว ทั้งความตายยังช่วยให้เข้า รู้ซึ้งถึงคุณค่าของการมีอยู่ แต่ไม่ยึดติด
***ทิ้งท้ายไว้ให้สังเกต***
1. ทุกเรื่องในชีวิตคนเรา สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย ในระดับที่สอง คือความเข้าใจในระดับสื่อสาร แต่การจะทำให้ความเข้าใจระดับสื่อสาร พัฒนาไปเป็นความเข้าใจระดับที่สามและสี่นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องอาศัยการคิด วิเคราะห์ คิดซ้ำๆ ถี่ๆ เป็นเวลาที่ยาวนาน กว่าที่จะเกิดความเข้าใจในระดับที่ตระหนัก และเข้าถึงได้จริง เช่นเรื่องคุณค่าความรัก ความสุข การให้กำลังใจ คุณค่าความเป็นมนุษย์ เหล่านี้เป็นเรื่องยาก ที่มนุษย์คนหนึ่งจะเข้าใจอย่างแท้จริงได้
2. ส่วนใหญ่แล้ว มนุษย์จะเข้าใจเรื่องต่างๆ เพียงระดับที่สองเท่านั้น คือสื่อสารได้ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ แต่ยังไม่ได้ตระหนักชัดในสิ่งนั้นจริงๆ เช่น ถ้าพูดว่า การให้อภัยเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรทำ เมื่อพูดอย่างนี้ทุกคนจะเข้าใจความหมาย และเห็นด้วยทั้งหมด แต่ความเข้าใจนี้ก็ไม่ได้ส่งผลดีอันใดต่อชีวิตเลย ความเข้าใจระดับที่สอง หรือระดับสื่อสาร จึงไม่ใช่ความเข้าใจที่จะเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณหรือชีวิตของผู้ที่เข้าใจได้จริง
3. ความเพียร การไม่ยึดมั่นถือมั่น ความเมตตา ความเป็นนักพัฒนา คุณสมบัติเหล่านี้จะทำได้จริง ต่อเมื่อบุคคลนั้นๆ เปลี่ยนความเข้าใจของตนให้เป็นความเข้าใจระดับที่สาม และสี่
4. การที่มนุษย์คนหนึ่ง จะเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของตน เป็นความเข้าใจระดับที่สามและสี่ได้ จะต้องฟังบ่อยๆ คิดบ่อยๆ อ่านบ่อยๆ ตรึกตรอง และวิเคราะห์บ่อยๆ เช่นเรื่องความตายที่แม้จะดูเป็นเรื่องเข้าใจง่าย เราก็ไม่สามารถเข้าใจอย่างแท้จริงได้ ถ้าไม่หมั่นตั้งคำถาม ตั้งข้อสังเกตบ่อยๆ
5. ปัญหาใหญ่ในชีวิตของทุกคนคือ คิดว่าตนเองเข้าใจแล้ว ทั้งที่ความเข้าใจของตนเอง เป็นเพียงความเข้าใจระดับที่สองเท่านั้น
6. เราควรหาเวลาสำรวจตนเองอย่างแท้จริงว่า ในชีวิตของเรา มีสิ่งใดบ้าง ที่เข้าข่ายที่ว่า เราคิดว่าตนเองเข้าใจ แต่ที่จริงแล้ว เราคือผู้ไม่เข้าใจอะไรเลย
7. ชีวิตคนเราเมื่อศึกษาสิ่งใด เริ่มต้นจะไม่เข้าใจก่อน เมื่อไม่เข้าใจก็ต้องเรียนรู้ เมื่อรู้ความหมายแล้ว อธิบายได้แล้ว สื่อสารได้แล้ว จากนั้นจงคิดทบทวน วิเคราะห์ซ้ำๆ เป็นเดือน เป็นปี จนเกิดความตระหนักชัดในใจ ความตระหนัก คือความเข้าใจระดับสาม ที่จะส่งผลให้ชีวิตเกิดความเปลี่ยนแปลง เมื่อชีวิตเกิดความเปลี่ยนแปลง ทำสิ่งที่ต่างไปจากเดิมในหนทางที่ถูกต้องดีงามบ่อยๆ ถึงจุดหนึ่ง ความถูกต้องดีงามนั้น จะกลายเป็นสิ่งที่เป็นตัวเป็นตนของเรา สิ่งนี้เรียกว่า ความเข้าใจระดับเข้าถึง ซึ่งเป็นความเข้าใจในระดับสูงสุด
8. ระดับหนึ่ง คือไม่เข้าใจ/ ระดับสอง คือสื่อสารได้ อธิบายได้ เขียนได้ แต่ยังไม่ตระหนักถึงใจ ยังไม่เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม / ระดับสาม คือรู้ซึ้งถึงใจ ยินดีเปลี่ยนแปลงตนเอง จนกว่าบรรลุเป้าหมาย / ระดับสี่ ความคิด คำพูด การกระทำ ทุกสิ่งเป็นอันเดียวกับสิ่งที่ตนเองเข้าใจ คือเข้าถึงแล้ว
9. สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคำว่า "รู้" คือ คำว่า "รู้ว่าไม่รู้"
10. เมื่อคุณอ่านบทความนี้จบ คุณยังไม่เข้าใจบทความนี้ในระดับที่สามและสี่ ยังคงเป็นความเข้าในในระดับที่หนึ่ง และสองเท่านั้น คุณจำเป็นต้องนำสิ่งดังกล่าวไปคิด ต่อยอดด้วยตนเอง วิเคราะห์ด้วยตนเองจนตกผลึก เพราะแท้จริงแล้ว ทุกเรื่องในชีวิตคนเรา ล้วนเป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่มีแต่ผู้ละเอียดอ่อนต่อชีวิตเท่านั้น จึงสามารถรับรู้และเข้าใจความหมายของทุกสิ่งในชีวิตได้อย่างแท้จริง...
การพัฒนาจิตใจ บรรยายโดย คุณพศิน อินทรวงค์
- สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันบุคคลมิควร เข้าไปยึดมั่นถือมั่น
- ทั้งปวง ในที่นี้หมายถึง กิเลสทั้งปวง
- กิเลส ขั้นหยาบ ขั้นโลกียธรรม ละได้ด้วยการมีศีล มีธรรม ขั้นพื้นฐาน
- กิเลส ขั้นกลาง เช่น โลกธรรม8 จะละได้ต้องเริ่มทวนกระแส
- กิเลส ขั้นปลาย อย่างละเอียด เป็นอนุสัย, ยึดติด ตัวตน ตัวเรา ของเรา
- ทำลายกิเลส ทำเป็นขั้น ๆ ขั้นต้น กลาง ปลาย
- โลกียธรรม , โลกุตรธรรม
- เคยตั้งคำถามว่าชีวิตคืออะไร แล้วหรือยัง
- อายุช่วง 0-50 ปี แสวงหาวัตถุภายนอก หลังจากนั้นวางสิ่งเหล่านั้นมาเดินทางภายใน
- สามัญลักษณะ
- ความเบื่อชีวิต ด้วยอำนาจของกิเลส
- ความเบื่อชีวิต ด้วยอำนาจของปัญญา
- ตถตา เป็นเช่นนั้นเอง
ทุก ๆ 10 ปี กับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต โดย เพจ พศิน อินทวงค์
ที่มา https://today.line.me/th/pc/article/
ทุก ๆ 10 ปี กับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต
พศิน อินทรวงค์
1. 1-10 ปีแรก
ใช้ไปกับการเรียนรู้ เราหัดยืน เดิน นั่ง เรียนรู้การกิน นอน พูดคุย ยังมิรู้จักความปรารถนาของตน ใช้ชีวิตไปกับความสัมพันธ์บริสุทธิ์ เพื่อนคือเพื่อน ไม่มีเพื่อนรวยหรือเพื่อนจน พ่อแม่คือผู้รอบรู้ มิค้นพบใครรอบรู้ไปกว่าพ่อแม่ของตัว เรารู้จักว่า เราชอบกินอะไร ชอบสีอะไร รู้จักความชอบพื้นฐานของตน อันเป็นความชื่นชอบที่บ่มเพาะรสนิยมในเวลาต่อมา เราศึกษาเล่าเรียน แต่มิได้มีจุดหมายปลายทางชีวิต เรามิคิดถึงอดีต เรามิหวาดกลัวอนาคต คำว่า “เล่น” ดูเหมือนจะเป็นรากฐานของการทำทุกสิ่งทุกอย่าง เดินเล่น เล่นบอล คุยเล่น ไปเที่ยวเล่น ความทุกข์ไม่มากมายนัก จำง่าย ลืมง่าย ตื่นเต้นกับทุกสิ่งทุกอย่าง 10 ปีแรก คือช่วงเวลาอันงดงามและบริสุทธิ์ หากผู้ใดได้รับความรัก ความเข้าใจพอเพียง ย่อมเปิดหนทางง่ายต่อชีวิตเปี่ยมล้นความหมาย มีกำลังใจพร้อมเผชิญทุกสิ่ง
2. 11-20 ปี
จากเด็กน้อย เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เป็นวัยรุ่นเริ่มต้น ค้นพบว่า ตัวตนเป็นอย่างไรตามสมควร เริ่มมีความรัก ความชอบ ความโกรธ และความเกลียด ตกผลึกแห่งอารมณ์รุนแรงขึ้น มีความต้องการสืบพันธุ์ตามสัญชาติญาณการอยู่รอด เห็นความงดงาม หอมหวานของเนื้อหนังมังสา มีความร่ำรวย มีความยากจน มีชนชั้นวรรณะ ยศ สรรเสริญ ยิ่งใหญ่ รู้จักปรับตัวเรียงร้อยตนเองไว้กับสังคมส่วนใหญ่ มีความกล้า มีความอาย ใฝ่หาความเป็นตัวของตัวเอง ใฝ่หาความยอมรับจากผู้อื่น เป็นวัยแห่งความขัดแย้งในตน เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านอันตราย หนึ่ง มองหาความต้องการภายนอก สอง ไม่รู้ความต้องการภายใน สาม อ่อนด้อยประสบการณ์ตามความเป็นจริง ทว่า เป็นช่วงเวลาแห่งความฝันงดงาม งามทั้งความฝัน งามทั้งความหวัง งามทั้งเรือนร่าง กายา เรี่ยวแรงกำลังวังชาดุดัน มุทะลุรุนแรง พ่อแม่ มิใช่ผู้รอบรู้อีกต่อไป ครูบาอาจารย์มิใช่ผู้รอบรู้อีกต่อไป อัตตาตัวตนแผ่ขยายสรรสร้างทั้งคุณและโทษ หากมีปราชญ์ชี้นำ ชีวิตย่อมโชติช่วง หากมีมารชี้นำ ชีวิตมืดมิดเป็นพิษภัย เป็นวันวัยแห่งนักรบผู้ไม่เกรงความตาย หนุ่มสาววัยนี้ยอมตายเพื่อแลกศักดิ์ศรี เพราะไฟแห่งความกล้าพึ่งถูกจุดขึ้น กระโดดออกจากรั้วการศึกษาระบบรัฐบาล เข้าสู่ช่วงเวลาแสวงหาความยิ่งใหญ่
3. 21-30 ปี
จากวัยรุ่นแรกเริ่ม ค่อย ๆ เรียนรู้ผ่านความจริง ค่อย ๆ ก่อร่างสร้างฝัน เติบโตเป็นผู้ใหญ่ บางก็โตครึ่ง ๆ กลาง ๆ บ้างก็เติบโตทางจิตวิญญาณ หนุ่มแน่น สาวสพรั่ง ถึงขีดสูงสุดแห่งวิวัฒนาการทางร่างกาย จะไม่งดงามไปกว่านี้อีก จะไม่แข็งแรงไปกว่านี้อีก จะไม่ยะเยอะทะยาน จะไม่ห้าวหาญไปกว่านี้อีก ขุมพลังมาจากความมั่นใจ ความมั่นใจมาจากส่วนผสมสามส่วน หนึ่ง มาจากความไม่รู้จักชีวิต สอง มาจากกำลังในวัยหนุ่มสาว สาม มาจากความสามารถสั่งสม ในจินตนาการแห่งตน โลกเป็นของตน เปลี่ยนได้ทุกอย่างในจินตนาการตน ไม่มีสิ่งใดทำไม่ได้ในจินตนาการตน ไฟกำลังร้อน ไฟกำลังแรง เป็นธรรมดาของช่วงวัย พูดมาก ฟังน้อย รับฟังแต่ไม่ได้ยิน รู้จักตนเอง แต่ยังไม่ใช่ตนเองที่แท้จริง ความเป็นผู้นำสูงส่ง อุปนิสัยที่สั่งสมมา ควบแน่น ทิศทางชัดเจนพร้อมพัฒนาในรูปแบบของตน โรคภัยยังไม่รู้จัก ความแก่ชรามิได้อยู่ในความคิด ดอกไม้กำลังบาน สนุกกับโลกแห่งความเป็นไปได้
4. 31-40 ปี
30 ปีที่ผ่านมา สะสมความรู้และประสบการณ์พอตัว รู้ความหมายของชีวิตพอตัว รู้จักตนเองพอตัว ความกล้าเริ่มจางหาย เริ่มเข้าใจคำว่า แก่ชรา ความหวาดกลัวมาเยี่ยม ไม่อาจสวยงาม แข็งแกร่งดุจสามสิบปีแรก ทว่า จิตใจหนักแน่นขึ้น เห็นหนทางชีวิตชัดเจนขึ้น ตัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง เลือกสิ่งที่เกี่ยวเนื่อง เงินทองยังสำคัญ ทว่า มีบางสิ่งที่สำคัญควบคู่ วาสนากำลังพุ่งทยาน มีผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้คนยกย่อง สรรเสริญ มีบทบาทเปลี่ยนแปลงสังคมมวลรวม กระแสโลก กระแสชีวิต ถึงจุดบรรจบ ไม่แก่เกินไป มิอ่อนด้อยเกินไป พอดี ๆ ชีวิตโฉบฉิว พุ่งทยาน ความเป็นตัวตน มิใช่ภาพร่างที่เห็นเค้าโครง ทว่า ลงรายละเอียดสีสัน ชัดเจน ลบยาก ปรับยากเย็น เป็นวันวัยแห่งความเนื้อหอม หอมหวานในลาภ ยศ สรรเสริญ ใช้คำว่า หนุ่มสาวได้มิเขินอาย
5. 41-50 ปี
ความรู้ภายนอกบูรณาการสู่จุดสูงสุด เป็นผู้นำสูงสุด ควบรวมสังคมเป็นหนึ่ง มิอาจยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ มิอาจมีอำนาจวาสนาไปกว่านี้ ทว่า ภายในกลับวางเปล่า เต็มไปด้วยคำถามมากมาย เกี่ยวเนื่องกับชีวิต ความเสื่อมถอยคืบคลานเข้ามาใกล้หน้าประตูบ้าน ตั้งคำถามสู่อดีต ตั้งคำถามสู่อนาคต เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว จากร้อนดังไฟ ลด ละ สงบเย็น เย็นเพราะสังคมบังคับ เย็นเพราะรู้เห็นด้วยประสบการณ์ เย็นเพราะหมดอาลัยในความทะยานอยาก เส้นผมเริ่มขาว ผิวหนังเริ่มหย่อนยาน ความงดงามทางกายเริ่มไม่เป็นที่พึ่งพา แม้จิตผูกติด ความทุกข์ย่อมแผ่ซ่าน ขนพองสยองเกล้า 50 ปี คือช่วงเวลาแห่งการเป็นสะพาน ถ่ายทอดความรู้สู่ชนรุ่นหลัง มิใช่ผู้ข้ามสะพานอีกต่อไป จักมีผู้คนอยู่สองแบบ หนึ่งคือผู้ยังต้องการเป็นบุคคลสำคัญ นี่คือผู้ได้รับความทุกข์ สองคือผู้ที่ต้องการกลับสู่ชีวิตสามัญ นี่คือผู้ได้รับความสุข ชายกลางคนผู้หนึ่งยังมองสาวแรกรุ่น กลายเป็นลุงลามก ชายกลางคนผู้หนึ่งข้ามพ้นความงามนอก เข้าสู่ความงามใน นี่ช่างเป็นผู้ใหญ่น่าเลื่อมใส 50 ปี ผ่านร้อนหนาว สงบ วุ่นวาย บางสิ่งค่อยๆ ตกผลึก เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านทางจิตวิญญาณ
6. 51 – 60 ปี
60 ปี คือวันวัยแห่งความเป็นปราชญ์ หรือไม่ก็ปีศาจ บางคนเป็นปราชญ์ แต่หลายคนเป็นได้แค่ปีศาจ มีอำนาจ แม้ไม่ฟังใคร อำนาจย่อมเผาตนและผู้อื่น บัลลังก์ทุกองค์กร ถูกยึดครองด้วยมนุษย์วัย 50 กว่าปี แม้เป็นปราชญ์ ความรู้ทุกทิศทางย่อมหลั่งไหล รวมตัว เกิดเป็นหนทางใหม่ แม้เป็นปีศาจ ทุกอย่างส่วนรวมย่อมถึงทางตัด เพราะมิเปิดโอกาสให้ผู้ใดเติบโต สำคัญกว่าตน 60 ปี มิได้วัดความสำเร็จที่ความมีมาก หากแต่วัดความสำเร็จที่ใครสละได้มาก มิได้วัดที่ใครมีวาทศิลป์ ทว่า วัดที่การรับฟังด้วยจิตเมตตา 60 ปี คำว่า เมตตาควรเป็นแก่นสารเนื้อตัวของชีวิต เป็นวันวัยที่เป็นหนึ่งกับความชรา แขน ขา เริ่มไร้เรี่ยวแรง โรคภัยไขเจ็บเริ่มเข้ามาทักทาย สามวันดี สี่วันไข้ หนึ่งปีอาจเป็นมะเร็งฉับพลัน กลิ่นไอธรรมะหอมหวาน วัดวาอารามเริ่มใกล้ตัว ชีวิตเข้าสู่หนทางทวนกระแส คำถามว่า ชีวิตคือสิ่งใด กลับมาวนเวียนอีกครั้งชัดเจน มิอาจหลีกหนี หลบเหลี่ยงไม่ตอบคำถาม
7. 61 – 70 ปี
ความสุขทางกาย มิอาจเติมเต็มชีวิตได้อีกต่อไป เสียงเพลงขับขาน แต่ประสิทธิภาพแห่งการฟังน้อยลง ข้าวปลาอาหารรสอร่อย สมควรห้ามใจ ยิ่งกินมากก็คล้ายนำพิษภัยเข้าตัว ช่วงวันวัยดังกล่าว มิสมควรอยู่กินใช้ตามใจกิเลส ควรกินพอดี อยู่พอดี ความยึดติดการงาน ความยิ่งใหญ่ ชื่อเสียง สมควรถูกเก็บเข้าลิ้นชัก แล้วใช้ชีวิตเพื่อเพื่อนมนุษย์ ชีวิตเหลือไม่มากแล้ว สิ่งใด ไม่จำเป็นสมควรตัดทิ้ง ชีวิตเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว พูดคำว่า ขอบคุณให้บ่อย พูดคำว่า ขอโทษให้บ่อย ส่วนเสียงโอ้อวดอ้างความสำเร็จครั้งเก่าก่อน เก็บไว้ให้ลึกสุด ใช้ชีวิต 70 ปี เพื่อหาน้ำมาเติมจนแก้ว ล้นแล้วล้นอีก เททิ้งให้หมด กลับเป็นเด็กน้อย ไม่รู้อะไรสักอย่าง ถือเป็นการเกิดใหม่ในร่างกายเดิม
8. 71 – 80 ปี
แปดสิบปีแล้วสินะ นี่อยู่มาได้อย่างไร จากนี้ไป ไร้สิ้นตัวตน ฉันไม่รู้อะไร ฉันเป็นเพียงอากาศธาตุ ฉันคือผู้รับฟังเท่านั้น มิมีความคิดอ่าน เธอจงพูด ฉันจะฟัง หากเธอโกรธ ฉันจะดับไฟให้เธอเอง ความเก่งกาจ เป็นเรื่องน่าขัน ความยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องล้อเล่น ต้นไม้ ใบหญ้า ยิ่งใหญ่กว่าตัวบทกฎหมายและเงินตรา 80 ปี เรียนรู้ วางจิตได้เช่นนี้ ถือว่า ยอดคน
9. 81 – 90 ปี
ธรรมะคือธรรมชาติ ธรรมชาติคือธรรมดา ชีวิตธรรมดา ช่างประเสริฐงดงาม ความตายคือของขวัญ การมีชีวิตอยู่ คือการตระหนักรู้ในความหมายที่มิอาจสื่อสาร เกิดและตายคือสิ่งเดียวกัน
10. 91 -100 ปี
ดวงตะวันสว่างจ้า
สายลมพัดพาความอ่อนโยน
ท้องฟ้า สายน้ำ เยือกเย็น อบอุ่น
แม้ไม่อาจเอื้อมถึงคำว่า ตลอดไป
แต่ชีวิตช่างงดงาม เกินบรรยาย
*****ติดต่อ "พศิน อินทรวงค์"*****
บรรยาย (วิทยากร) / หนังสือ/บทความ
https://www.facebook.com/talktopasin2013
********************************************
พศิน อินทรวงค์
1. 1-10 ปีแรก
ใช้ไปกับการเรียนรู้ เราหัดยืน เดิน นั่ง เรียนรู้การกิน นอน พูดคุย ยังมิรู้จักความปรารถนาของตน ใช้ชีวิตไปกับความสัมพันธ์บริสุทธิ์ เพื่อนคือเพื่อน ไม่มีเพื่อนรวยหรือเพื่อนจน พ่อแม่คือผู้รอบรู้ มิค้นพบใครรอบรู้ไปกว่าพ่อแม่ของตัว เรารู้จักว่า เราชอบกินอะไร ชอบสีอะไร รู้จักความชอบพื้นฐานของตน อันเป็นความชื่นชอบที่บ่มเพาะรสนิยมในเวลาต่อมา เราศึกษาเล่าเรียน แต่มิได้มีจุดหมายปลายทางชีวิต เรามิคิดถึงอดีต เรามิหวาดกลัวอนาคต คำว่า “เล่น” ดูเหมือนจะเป็นรากฐานของการทำทุกสิ่งทุกอย่าง เดินเล่น เล่นบอล คุยเล่น ไปเที่ยวเล่น ความทุกข์ไม่มากมายนัก จำง่าย ลืมง่าย ตื่นเต้นกับทุกสิ่งทุกอย่าง 10 ปีแรก คือช่วงเวลาอันงดงามและบริสุทธิ์ หากผู้ใดได้รับความรัก ความเข้าใจพอเพียง ย่อมเปิดหนทางง่ายต่อชีวิตเปี่ยมล้นความหมาย มีกำลังใจพร้อมเผชิญทุกสิ่ง
2. 11-20 ปี
จากเด็กน้อย เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เป็นวัยรุ่นเริ่มต้น ค้นพบว่า ตัวตนเป็นอย่างไรตามสมควร เริ่มมีความรัก ความชอบ ความโกรธ และความเกลียด ตกผลึกแห่งอารมณ์รุนแรงขึ้น มีความต้องการสืบพันธุ์ตามสัญชาติญาณการอยู่รอด เห็นความงดงาม หอมหวานของเนื้อหนังมังสา มีความร่ำรวย มีความยากจน มีชนชั้นวรรณะ ยศ สรรเสริญ ยิ่งใหญ่ รู้จักปรับตัวเรียงร้อยตนเองไว้กับสังคมส่วนใหญ่ มีความกล้า มีความอาย ใฝ่หาความเป็นตัวของตัวเอง ใฝ่หาความยอมรับจากผู้อื่น เป็นวัยแห่งความขัดแย้งในตน เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านอันตราย หนึ่ง มองหาความต้องการภายนอก สอง ไม่รู้ความต้องการภายใน สาม อ่อนด้อยประสบการณ์ตามความเป็นจริง ทว่า เป็นช่วงเวลาแห่งความฝันงดงาม งามทั้งความฝัน งามทั้งความหวัง งามทั้งเรือนร่าง กายา เรี่ยวแรงกำลังวังชาดุดัน มุทะลุรุนแรง พ่อแม่ มิใช่ผู้รอบรู้อีกต่อไป ครูบาอาจารย์มิใช่ผู้รอบรู้อีกต่อไป อัตตาตัวตนแผ่ขยายสรรสร้างทั้งคุณและโทษ หากมีปราชญ์ชี้นำ ชีวิตย่อมโชติช่วง หากมีมารชี้นำ ชีวิตมืดมิดเป็นพิษภัย เป็นวันวัยแห่งนักรบผู้ไม่เกรงความตาย หนุ่มสาววัยนี้ยอมตายเพื่อแลกศักดิ์ศรี เพราะไฟแห่งความกล้าพึ่งถูกจุดขึ้น กระโดดออกจากรั้วการศึกษาระบบรัฐบาล เข้าสู่ช่วงเวลาแสวงหาความยิ่งใหญ่
3. 21-30 ปี
จากวัยรุ่นแรกเริ่ม ค่อย ๆ เรียนรู้ผ่านความจริง ค่อย ๆ ก่อร่างสร้างฝัน เติบโตเป็นผู้ใหญ่ บางก็โตครึ่ง ๆ กลาง ๆ บ้างก็เติบโตทางจิตวิญญาณ หนุ่มแน่น สาวสพรั่ง ถึงขีดสูงสุดแห่งวิวัฒนาการทางร่างกาย จะไม่งดงามไปกว่านี้อีก จะไม่แข็งแรงไปกว่านี้อีก จะไม่ยะเยอะทะยาน จะไม่ห้าวหาญไปกว่านี้อีก ขุมพลังมาจากความมั่นใจ ความมั่นใจมาจากส่วนผสมสามส่วน หนึ่ง มาจากความไม่รู้จักชีวิต สอง มาจากกำลังในวัยหนุ่มสาว สาม มาจากความสามารถสั่งสม ในจินตนาการแห่งตน โลกเป็นของตน เปลี่ยนได้ทุกอย่างในจินตนาการตน ไม่มีสิ่งใดทำไม่ได้ในจินตนาการตน ไฟกำลังร้อน ไฟกำลังแรง เป็นธรรมดาของช่วงวัย พูดมาก ฟังน้อย รับฟังแต่ไม่ได้ยิน รู้จักตนเอง แต่ยังไม่ใช่ตนเองที่แท้จริง ความเป็นผู้นำสูงส่ง อุปนิสัยที่สั่งสมมา ควบแน่น ทิศทางชัดเจนพร้อมพัฒนาในรูปแบบของตน โรคภัยยังไม่รู้จัก ความแก่ชรามิได้อยู่ในความคิด ดอกไม้กำลังบาน สนุกกับโลกแห่งความเป็นไปได้
4. 31-40 ปี
30 ปีที่ผ่านมา สะสมความรู้และประสบการณ์พอตัว รู้ความหมายของชีวิตพอตัว รู้จักตนเองพอตัว ความกล้าเริ่มจางหาย เริ่มเข้าใจคำว่า แก่ชรา ความหวาดกลัวมาเยี่ยม ไม่อาจสวยงาม แข็งแกร่งดุจสามสิบปีแรก ทว่า จิตใจหนักแน่นขึ้น เห็นหนทางชีวิตชัดเจนขึ้น ตัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง เลือกสิ่งที่เกี่ยวเนื่อง เงินทองยังสำคัญ ทว่า มีบางสิ่งที่สำคัญควบคู่ วาสนากำลังพุ่งทยาน มีผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้คนยกย่อง สรรเสริญ มีบทบาทเปลี่ยนแปลงสังคมมวลรวม กระแสโลก กระแสชีวิต ถึงจุดบรรจบ ไม่แก่เกินไป มิอ่อนด้อยเกินไป พอดี ๆ ชีวิตโฉบฉิว พุ่งทยาน ความเป็นตัวตน มิใช่ภาพร่างที่เห็นเค้าโครง ทว่า ลงรายละเอียดสีสัน ชัดเจน ลบยาก ปรับยากเย็น เป็นวันวัยแห่งความเนื้อหอม หอมหวานในลาภ ยศ สรรเสริญ ใช้คำว่า หนุ่มสาวได้มิเขินอาย
5. 41-50 ปี
ความรู้ภายนอกบูรณาการสู่จุดสูงสุด เป็นผู้นำสูงสุด ควบรวมสังคมเป็นหนึ่ง มิอาจยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ มิอาจมีอำนาจวาสนาไปกว่านี้ ทว่า ภายในกลับวางเปล่า เต็มไปด้วยคำถามมากมาย เกี่ยวเนื่องกับชีวิต ความเสื่อมถอยคืบคลานเข้ามาใกล้หน้าประตูบ้าน ตั้งคำถามสู่อดีต ตั้งคำถามสู่อนาคต เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว จากร้อนดังไฟ ลด ละ สงบเย็น เย็นเพราะสังคมบังคับ เย็นเพราะรู้เห็นด้วยประสบการณ์ เย็นเพราะหมดอาลัยในความทะยานอยาก เส้นผมเริ่มขาว ผิวหนังเริ่มหย่อนยาน ความงดงามทางกายเริ่มไม่เป็นที่พึ่งพา แม้จิตผูกติด ความทุกข์ย่อมแผ่ซ่าน ขนพองสยองเกล้า 50 ปี คือช่วงเวลาแห่งการเป็นสะพาน ถ่ายทอดความรู้สู่ชนรุ่นหลัง มิใช่ผู้ข้ามสะพานอีกต่อไป จักมีผู้คนอยู่สองแบบ หนึ่งคือผู้ยังต้องการเป็นบุคคลสำคัญ นี่คือผู้ได้รับความทุกข์ สองคือผู้ที่ต้องการกลับสู่ชีวิตสามัญ นี่คือผู้ได้รับความสุข ชายกลางคนผู้หนึ่งยังมองสาวแรกรุ่น กลายเป็นลุงลามก ชายกลางคนผู้หนึ่งข้ามพ้นความงามนอก เข้าสู่ความงามใน นี่ช่างเป็นผู้ใหญ่น่าเลื่อมใส 50 ปี ผ่านร้อนหนาว สงบ วุ่นวาย บางสิ่งค่อยๆ ตกผลึก เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านทางจิตวิญญาณ
6. 51 – 60 ปี
60 ปี คือวันวัยแห่งความเป็นปราชญ์ หรือไม่ก็ปีศาจ บางคนเป็นปราชญ์ แต่หลายคนเป็นได้แค่ปีศาจ มีอำนาจ แม้ไม่ฟังใคร อำนาจย่อมเผาตนและผู้อื่น บัลลังก์ทุกองค์กร ถูกยึดครองด้วยมนุษย์วัย 50 กว่าปี แม้เป็นปราชญ์ ความรู้ทุกทิศทางย่อมหลั่งไหล รวมตัว เกิดเป็นหนทางใหม่ แม้เป็นปีศาจ ทุกอย่างส่วนรวมย่อมถึงทางตัด เพราะมิเปิดโอกาสให้ผู้ใดเติบโต สำคัญกว่าตน 60 ปี มิได้วัดความสำเร็จที่ความมีมาก หากแต่วัดความสำเร็จที่ใครสละได้มาก มิได้วัดที่ใครมีวาทศิลป์ ทว่า วัดที่การรับฟังด้วยจิตเมตตา 60 ปี คำว่า เมตตาควรเป็นแก่นสารเนื้อตัวของชีวิต เป็นวันวัยที่เป็นหนึ่งกับความชรา แขน ขา เริ่มไร้เรี่ยวแรง โรคภัยไขเจ็บเริ่มเข้ามาทักทาย สามวันดี สี่วันไข้ หนึ่งปีอาจเป็นมะเร็งฉับพลัน กลิ่นไอธรรมะหอมหวาน วัดวาอารามเริ่มใกล้ตัว ชีวิตเข้าสู่หนทางทวนกระแส คำถามว่า ชีวิตคือสิ่งใด กลับมาวนเวียนอีกครั้งชัดเจน มิอาจหลีกหนี หลบเหลี่ยงไม่ตอบคำถาม
7. 61 – 70 ปี
ความสุขทางกาย มิอาจเติมเต็มชีวิตได้อีกต่อไป เสียงเพลงขับขาน แต่ประสิทธิภาพแห่งการฟังน้อยลง ข้าวปลาอาหารรสอร่อย สมควรห้ามใจ ยิ่งกินมากก็คล้ายนำพิษภัยเข้าตัว ช่วงวันวัยดังกล่าว มิสมควรอยู่กินใช้ตามใจกิเลส ควรกินพอดี อยู่พอดี ความยึดติดการงาน ความยิ่งใหญ่ ชื่อเสียง สมควรถูกเก็บเข้าลิ้นชัก แล้วใช้ชีวิตเพื่อเพื่อนมนุษย์ ชีวิตเหลือไม่มากแล้ว สิ่งใด ไม่จำเป็นสมควรตัดทิ้ง ชีวิตเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว พูดคำว่า ขอบคุณให้บ่อย พูดคำว่า ขอโทษให้บ่อย ส่วนเสียงโอ้อวดอ้างความสำเร็จครั้งเก่าก่อน เก็บไว้ให้ลึกสุด ใช้ชีวิต 70 ปี เพื่อหาน้ำมาเติมจนแก้ว ล้นแล้วล้นอีก เททิ้งให้หมด กลับเป็นเด็กน้อย ไม่รู้อะไรสักอย่าง ถือเป็นการเกิดใหม่ในร่างกายเดิม
8. 71 – 80 ปี
แปดสิบปีแล้วสินะ นี่อยู่มาได้อย่างไร จากนี้ไป ไร้สิ้นตัวตน ฉันไม่รู้อะไร ฉันเป็นเพียงอากาศธาตุ ฉันคือผู้รับฟังเท่านั้น มิมีความคิดอ่าน เธอจงพูด ฉันจะฟัง หากเธอโกรธ ฉันจะดับไฟให้เธอเอง ความเก่งกาจ เป็นเรื่องน่าขัน ความยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องล้อเล่น ต้นไม้ ใบหญ้า ยิ่งใหญ่กว่าตัวบทกฎหมายและเงินตรา 80 ปี เรียนรู้ วางจิตได้เช่นนี้ ถือว่า ยอดคน
9. 81 – 90 ปี
ธรรมะคือธรรมชาติ ธรรมชาติคือธรรมดา ชีวิตธรรมดา ช่างประเสริฐงดงาม ความตายคือของขวัญ การมีชีวิตอยู่ คือการตระหนักรู้ในความหมายที่มิอาจสื่อสาร เกิดและตายคือสิ่งเดียวกัน
10. 91 -100 ปี
ดวงตะวันสว่างจ้า
สายลมพัดพาความอ่อนโยน
ท้องฟ้า สายน้ำ เยือกเย็น อบอุ่น
แม้ไม่อาจเอื้อมถึงคำว่า ตลอดไป
แต่ชีวิตช่างงดงาม เกินบรรยาย
*****ติดต่อ "พศิน อินทรวงค์"*****
บรรยาย (วิทยากร) / หนังสือ/บทความ
https://www.facebook.com/talktopasin2013
********************************************
Subscribe to:
Posts (Atom)


